Analytic Idealism ตอนที่ 2 แนวคิดที่ใช้อธิบายความจริง

 



 ไอน์สไตน์ ได้เกิดสงสัยว่าถ้าเราวิ่งเข้าหาแสงหรือวิ่งหนีแสงด้วยความเร็วที่เร็วมาก ความเร็วแสงที่เราสังเกตเห็นนั้น มันจะมีค่าเร็วขึ้นหรือช้าลงด้วยใช่ไหม? แล้วก็ครุ่นคิดพร้อมใช้สมการคณิตศาสตร์เข้าพิสูจน์ช่วย จนได้คำตอบว่า ความเร็วของแสงความไม่แปรเปลี่ยน ได้ตั้งเป็นทฤษฎีชื่อว่า "สัมพัทธภาพพิเศษ" ถูกเสนอขึ้นในปี ค.ศ. 1905 


ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษทำนายปรากฏการณ์ไว้หลายอย่าง แต่ละอย่างฟังแล้วแปลกพิลึก ขัดกับกับสัญชาตญาณและสามัญสำนึก  แต่ทั้งหมดได้รับการตรวจสอบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาจวบจนปัจจุบัน ได้ผลว่าจริงทั้งหมด

อย่างแรก – วัตถุซึ่งกำลังเคลื่อนที่จะหดสั้นลงตามแนวทางการเคลื่อนที่ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งหดสั้นมากขึ้นเท่านั้น เรียกว่า การหดของความยาว (length contraction)

สมมุติว่ามีคนขี่จรวดวิ่งผ่านคุณผู้อ่านซึ่งยืนอยู่บนถนน คุณจะพบว่าตัวจรวดและคนขี่จรวดจะหดสั้นลงตามทิศทางการวิ่ง แต่ถ้าถามคนขี่จรวด เขาจะบอกว่าตัวเขาเองและจรวดปกติดี แต่สิ่งที่หดไปก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาต่างหาก ... นี่คือความหมายของสัมพัทธภาพ คือแล้วแต่ว่าใครเป็นผู้มอง



อย่างที่สอง – นาฬิกาซึ่งกำลังเคลื่อนที่จะเดินช้าลง ยิ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น เรียกว่า การยืดออกของเวลา (time dilation)

คุณจะสังเกตเห็นว่านาฬิกาของคนขี่จรวดผ่านไปนั้นเดินช้ากว่านาฬิกาของคุณ พูดง่ายๆ คือ เขาแก่ช้ากว่าคุณ แต่คนขี่จรวดกลับบอกว่านาฬิกาของเขาเดินปกติ แต่นาฬิกาของคุณต่างหากที่เดินช้าลง พูดง่ายๆ คือ คุณแก่ช้ากว่าเขา!

ถ้าคนขี่จรวดวิ่งด้วยความเร็วมาก คุณจะยิ่งสังเกตเห็นว่าเขามีขนาดเล็กลง ถ้าเขาไปเร็วจนเกือบเท่ากับแสงเมื่อไหร่ ขนาดที่คุณเห็นเขาจะเหลือเกือบเท่า 0 และคุณจะเห็นเวลาบนนาฬิกาเขาแทบจะหยุดเดิน !!!

หรืออีกตัวอย่าง ถ้าเอาฝาแฝด A และ B ที่เพิ่งเกิดบนโลกสองคน ให้ ด.ช. A ขึ้นจรวดเคลื่อนที่ออกจากโลกด้วยความเร็วสูงมาก (0.8เท่าของความเร็วแสง) ไปยังจุดหนึ่งที่ห่างไกลแล้วก็บินกลับมาที่โลกด้วยความเร็วเท่าเดิม   ส่วน ด.ช. B ที่เป็นฝาแฝดให้อยู่บนโลกไปเรื่อยๆ  ... เวลาบนโลกผ่านไป 10 ปี เมื่อเครื่องลงจอด ด.ช. B อายุ 10 ขวบ ได้พบกัน ด.ช. A ที่มีอายุ 6 ขวบ ... ตอนเกิดอายุเท่ากัน แต่เมื่อมาเจอกันอีกครั้ง อายุต่างกัน 4 ปี  ... กาลเวลาชีวิตที่ผ่านไปของสองคนไม่เท่ากัน


ความยาวของวัตถุ และ เวลา เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่ความจริงแท้ที่เท่ากันโดยสัมบูรณ์ในทุกสรรพสิ่ง !!!


ปัจจุบัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพใช้ในการคำนวณในเรื่องต่างๆ เช่น เครื่องเร่งอนุภาค, ระบบ GPS, และ พลังงานนิวเคลียร์

---


ในโลกของควอนตัมฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ อย่างเช่น อะตอมจะทำตัวแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ขัดแย้งกับสามัญสำนึกของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง พฤติกรรมของมันไม่เหมือนวัตถุอื่นๆ ที่เราเห็นจนเคยชินในชีวิตประจำวัน ไม่ว่า

  1. อะตอมตัวหนึ่งสามารถอยู่หลายตำแหน่งได้ในเวลาเดียวกัน
  2. มันสามารถทะลุผ่านกำแพงได้เลยโดยที่ไม่ต้องกระโดดข้าม
  3. อะตอมที่อยู่ไกลมากๆ สามารถสื่อสารกันได้ไม่ใช่แค่ไวกว่าแสง แต่ติดต่อกันได้โดยฉับพลันทันทีโดยไม่ต้องมีการส่งสัญญาณผ่านตัวกลางหรือระยะทางใดๆ (เช่น ถ้าเราจะสื่อสารด้วยแสง แสงต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 วินาที ผ่านระยะทางประมาณ 3 แสนกิโลเมตร … แต่อะตอมที่อยู่ห่างกัน 3 แสนกิโลเมตรสามารถสื่อสารกันได้ในเวลา 0 วินาทีโดยสัมบูรณ์)
  4. เมื่อมันไม่ถูกสังเกตมันจะทำตัวเหมือนว่าเป็นคลื่น แต่ถ้ามันถูกสังเกตมันจะทำตัวเหมือนว่าเป็นสสาร … การสังเกตของเราได้เข้าไปมีส่วนล้มคลื่นควอนตัมให้กลายเป็นอนุภาค … ผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกตคือหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแบ่งแยกได้

มันดูเหมือนเป็นเรื่องแปลกมาก  ราวกับว่า วัตถุ ระยะทาง และ เวลา เป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงที่ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ที่ผ่านการพิสูจน์ในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จนไม่มีใครกังขาเรื่องความถูกต้องของทฤษฎี

แต่กระนั้น สิ่งที่มนุษย์รู้ก็น้อยกว่าสิ่งที่ไม่รู้จนไม่อาจเทียบกันได้ ถึงแม้มนุษย์สามารถพิสูจน์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ได้ แต่มนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ใครคนใดที่ได้เผชิญโลกควอนตัมเป็นครั้งแรกมักจะรู้สับสนและงุนงงเป็นที่สุด แต่ถ้าคุณรู้สึกเฉยๆ คือรับรู้ และรับทราบ นั่นแสดงว่า คุณไม่เข้าใจทฤษฎีควอนตัมเลย แต่ถ้าเริ่มมีประเด็นสงสัย นั่นแสดงว่า คุณเริ่มเข้าใจ และถ้าคุณพยายามจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดให้สมบูรณ์ คุณก็จะพบว่ามันเป็นเรื่องลึกลับสุดพรรณนา

เทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดมาจากหลักการควอนตัม ฟิสิกส์ มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโซล่าเซลล์ เครื่องสแกนสมอง (MRI) ทรานซิสเตอร์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ทัชสกรีน (เวลาเอานิ้วมือไปแตะหน้าจอมือถือ อิเล็กตรอนที่อยู่บนนิ้วมือเราจะกระโดดทะลุผ่านกำแพงกระจกหน้าจอเข้าไปที่เครื่องได้)

ควอนตัมเทคโนโลยีจะมาเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในอนาคตอันใกล้ ที่จะผลักดันเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน หรือระบบเซนเซอร์ต่างๆ ให้ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น

....


ทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพ และ ควอนตัมฟิสิกส์ ทำให้มนุษย์เริ่มรู้ว่า ความจริงของธรรมชาติ ขัดกับ สัญชาตญาณและสามัญสำนึก ที่เราเคยมี ต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะ วัตถุ เนื้อที่ กาลเวลา


….


บทนี้จะพูดถึงเรื่อง แนวคิดที่อธิบาย "ความจริง" พื้นฐาน ที่เป็นรากฐานที่สุดของทุกสิ่ง ... เปรียบเทียบหลักๆ มีสองแนว คือ Materialism และ Idealism ดังจะกล่าวต่อไป ...


...


เราอาจจะคิดว่า "consciousness" ซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า "ความรู้ตัว" เป็นสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว

แต่เชื่อไหมว่า การศึกษาและอธิบายเรื่องนี้ กลับเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ยากมากในวงการวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้ยังคงเป็นที่มึนงงและถกเถียงกันอยู่ในทุกวันนี้

อย่างเรื่อง “ความคิด” แม้ในทางวิชาแพทย์ก็ไม่รู้ว่าความคิดเกิดขึ้นจากไหน เกิดอย่างไร รู้แต่ว่าเมื่อมีความคิดเกิดขึ้นก็มีไฟฟ้าเกิดขึ้นในเนื้อสมองบางส่วน ผู้คนส่วนมากเชื่อสนิทใจว่าความคิดเกิดจากการทำงานของเซลล์สมอง แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาด่วนสรุปเอาเอง

(เทียบเคียงให้เข้าใจง่ายๆว่า การที่เราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกครั้งหลังไก่ขันนั้น เราไม่สามารถด่วนเอามาเป็นข้อสรุปได้ว่า การที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้นเป็นเพราะไก่ขัน)

แม้วงการวิทยาศาสตร์จะพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการของ ความรู้ตัว และ ความคิด เป็นอย่างมาก แม้เราจะรู้สึกว่าความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์นั้นสุดแสนจะล้ำในปัจจุบัน แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับกลายเป็นว่า องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในขณะนี้ยังไปไม่ถึงจุดที่สามารถพิสูจน์และอธิบายกระบวนการสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจชัดเจนได้

หลายสิ่งในชีวิตที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว เราเข้าใจแล้ว เมื่อเราลองศึกษาไตร่ตรองให้ลึกซึ้งจริงจัง จนกระทั่งรู้และเข้าใจมากขึ้น เมื่อยิ่งรู้ลึกลงไปกลับจะพบว่าที่จริงแล้วเราไม่ได้รู้อะไรเลย แต่ที่ผ่านมานั้นเรานึกว่าเรารู้ มันก็เป็นแค่ความเชื่อที่คิดเอง เออเอง ด่วนสรุปเอง แบบตามๆคนอื่นเขามาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว


...


คำศัพท์ภาษาอังกฤษ "consciousness" แปลเป็นภาษาไทยได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบท ความหมายที่ตรงตัวและทั่วไปที่สุดคือ "จิตสำนึก" หมายถึง ภาวะที่รู้สึกตัว ตื่นรู้ รับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว รวมไปถึงความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ต่างๆ

นอกจากนี้ "consciousness" ยังสามารถแปลเป็น "ความมีสติ" "การตระหนักรู้" "การรู้แจ้ง" "ความรู้ตัว" "การตื่นรู้" และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับบริบทและความหมายที่ต้องการสื่อ

สำหรับในบทความนี้ จะแปลคำว่า Consciousness ว่า “จิต”


คำว่า "จิต" (Consciousness) มักถูกใช้ในวงการศาสนามานาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุคเก่าที่ยึดติดกับแนวคิดวัตถุนิยมมองข้าม มักเชื่อว่าเป็นสิ่งไร้สาระ หรือ แม้แต่ต่อต้านการใช้คำนี้เมื่อมันปรากฏในเอกสารทางวิทยาศาสตร์ใดๆ 

ในที่นี้เราจะพูดถึงแนวคิดเรื่อง "จิต" (Consciousness) นี้ในฐานะปรากฏการณ์ธรรมชาติอันหนึ่งที่เราจะศึกษาอย่างจริงจัง นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แย้งแนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) แต่เข้ากับแนวคิดจิตนิยม (Idealism) ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ 


"จิต" (Consciousness) คืออะไร ?

ทุกสิ่งที่คุณมีและรู้จัก ทั้งหมดล้วนแล้วแต่คือ "ประสบการณ์ของคุณ"

หรือพูดอีกแบบคือ

"ประสบการณ์ของคุณ" นั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณมี  เป็นเพียงสิ่งเดียวที่คุณรู้จัก

ชีวิตของคุณคือขบวนพาเหรดแห่งประสบการณ์

Your experience is the only thing you have; the only thing you know. 

Your life is a parade of experiences.


“จิต”  คือ พลังแห่งการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส การมีประสบการณ์ การรู้สึก ซึ่งทั้งหมดคือ การรู้

Consciousness is the power to perceive, experience, feel, and thereby to know.


Consciousness = perception, feeling, experiencing, ergo knowing.


สมอง กับ "จิต" 

คนส่วนใหญ่ เชื่อว่า  "จิต เป็นผลพลอยได้ของการทำงานผ่านวัตถุที่เรียกกันว่า สมอง"  นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะเนื่องมาจากแนวคิด  “วัตถุนิยม” เป็น “ความเชื่อ” ของคนส่วนใหญ่ในโลก … เราเชื่อ(แบบทึกทักเอาเอง)ว่าวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้ แต่แม้ทุกวันนี้ก็ไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากจะไม่สามารถพิสูจน์ว่าความเชื่อนี้จริง กลับมีงานวิจัยหลายอย่างที่คัดค้านความเชื่อนี้เสียอีก … 

หาก "จิต" (Consciousness) เป็นผลเกิดจากสมอง  สมองควรจะต้องทำงานมากขึ้น เมื่อมีการรับรู้ที่เข้มข้นขึ้น แต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงผลแย้งกับความเชื่อนี้ ในช่วงที่คนได้รับสาร DMT หรือ ทำสมาธิ หรือ NDE (ประสบการณ์เฉียดความตาย) นั้นพบว่าในบางครั้ง สมองทำงานน้อยลงยิ่งกว่าตอนหลับ หรือแม้แต่สมองอยู่ในสภาพหยุดทำงาน แต่กลับมีผู้ที่มีประสบการณ์ชัดเจนเข้มขึ้นยิ่งกว่าตอนตื่น  (รายละเอียดจะกล่าวในบทต่อๆไป)



แนวคิด  “วัตถุนิยม” (Materialism) นั้นคนส่วนใหญ่เข้าใจกันอยู่แล้ว เพราะเข้ากับสัญชาตญาณและความเชื่อเดิมของคนส่วนใหญ่ 

คำศัพท์เกี่ยวกับวัตถุ

กายภาพ (physic) หมายถึง ลักษณะหรือคุณสมบัติของวัตถุหรือสิ่งของ เช่น "The physic of the material is very strong." (คุณสมบัติของวัสดุนั้นแข็งแรงมาก)

ฟิสิกส์ (Physics) เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ ครอบคลุมถึงการศึกษาเกี่ยวกับวัตถุ พลังงาน แรง สนาม และคลื่น

คำว่า วัตถุนิยม "physicalism" หมายถึงแนวคิดที่เชื่อว่าความเป็นจริงทั้งหมดประกอบด้วยวัตถุหรือกระบวนการทางกายภาพเท่านั้น ส่วนสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ และ วัดค่าไม่ได้ เช่น เชื่อว่า จิตสำนึก ความคิด ความรู้สึก ฯลฯ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ทางกายภาพที่เป็นผลพลอยได้จากวัตถุอีกที (โดยเกิดขึ้นในวัตถุที่เราเรียกว่าสมองหรือระบบประสาทของเรา)


แนวคิดวัตถุนิยมซึ่งเป็นแนวที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน(Mainstream physicalism) นั้นสันนิษฐานว่า ทุกสิ่งที่มีอยู่จริงล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุ (สสาร) และ วัตถุมีอยู่โดยตัวเองเอกเทศไม่เกี่ยวอาศัย กับจิต (consciousness ) และประสบการณ์ใดๆทางจิตใจ  

Materialism: Core Tenet: Reality is fundamentally composed of matter and its properties. Everything, from consciousness to galaxies, can be ultimately explained by the laws of physics and the interactions of physical particles.

ส่วนอีกแนวคิดอีกฟากหนึ่ง คือ  จิตนิยม (idealism) ซึ่งหากมองตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นสมมติฐานที่สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์หลายอย่างที่วัตถุนิยม (materialism)อธิบายไม่ได้ และเริ่มพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนแนวคิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ (แม้จะขัดกับสัญชาตญาณโดยสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันบางส่วนด้วย) 

(ป.ล. Idealism มีแบ่งแยกย่อยไปอีกหลายแบบ แต่ถ้าจะกล่าวถึงทั้งหมดจะเยิ่นเย้อ ในบทความนี้จะกล่าวโดยสรุปแบบเข้าใจง่าย จึงถึงกล่าวเฉพาะ Analytic idealism ซึ่งเป็นตัวที่ผ่านการวิเคราะห์ว่าใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ดีกว่า)


เปรียบเทียบ ดังนี้

Materialism VS Idealism

 วัตถุนิยม (Materialism)

  • สสารและกระบวนการทางกายภาพเป็นพื้นฐานของความเป็นจริง
  • ส่วน จิต เป็นแค่คุณสมบัติที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากระบบทางกายภาพที่ซับซ้อน เช่น สมอง

ความเป็นจริง เชิงวัตถุ:

  • มีโลกที่เป็นอยู่อย่างอิสระ จากจิต และจากการสังเกตการณ์
  • ประสบการณ์ของเราเป็นภาพสะท้อนของความจริงนี้  ที่ถูกปรับแต่งโดยสมองของเรา

ไม่มีจิตโดยเนื้อแท้: 

  • จิตสำนึกไม่ได้มีประสบการณ์ภายใน (ควาเลีย) อย่างเช่น ความแดงของสีแดง หรือ อาการปวดศีรษะ สิ่งเหล่านี้เป็นการตีความกระบวนการทางกายภาพส่วนบุคคล

 Materialism:

Primacy of the physical: 

  • Matter and physical processes are fundamental to reality. 
  • Consciousness is an emergent property of complex physical systems like brains.

Objective reality:

  • There is an objective world existing independently of our minds. 
  • Our experiences are representations of this reality shaped by our brains.

No inherent qualia: 

  • Consciousness doesn't inherently possess intrinsic experiences (qualia) like the redness of red or the pain of a headache. These are subjective interpretations of physical processes.

จิตนิยมเชิงวิเคราะห์: (Analytic Idealism)

  • พื้นฐานของความเป็นจริง ประกอบด้วย สภาวะทางจิตและประสบการณ์ 
  • ไม่มีโลกทางกายภาพที่เป็นอิสระ แต่เป็น  "สนามจิต" อันกว้างใหญ่อันเดียวที่บรรจุประสบการณ์ทั้งหมดไว้ (จากนี้ไปขอเรียกสิ่งนี้ว่า "จิตหนึ่ง" )

ภาพลวงตาของวัตถุ: 

  • การรับรู้ของเราต่อโลกทางกายภาพเป็นภาพลวงตา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจาก "จิตหนึ่ง"
  • วัตถุและกฎทางวัตถุ (กฎฟิสิกส์) ไม่ใช่ความจริงในตัวเอง แต่เป็นการสร้างขึ้นทางจิต ภายใต้ "จิตหนึ่ง"

ไม่มีวัตถุโดยเนื้อแท้: 

  • จิตนิยมเชิงวิเคราะห์เน้นถึงการที่แต่ละบุคคลได้มีประสบการณ์และเห็นโลกทางวัตถุ ซึ่งเป็นวิธีทางอันหนึ่ง ที่ "จิตหนึ่ง" จะได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับตัวมันเอง

Analytic Idealism:

Mental reality: 

  • Reality fundamentally consists of mental states and experiences.
  •  There is no independent physical world, but rather a vast "Mental Field" or "Mind at Large" containing all experiences.

Illusion of physicality: 

  • Our perception of the physical world is an illusion generated by the Mind at Large.
  •  Objects and physical laws are not objectively real, but mental constructs within this vast consciousness.

Explaining subjectivity: 

  • Analytic idealism emphasizes the inherent subjectivity of experience and sees the physical world as a way for the Mind at Large to experience itself in diverse ways.


สรุปแบบสั้นๆเข้าใจง่ายที่สุดคือ 

วัตถุนิยม เชื่อว่า "วัตถุ"เป็นความจริงพื้นฐานของทุกสิ่ง ... "จิต"เป็นผลพลอยได้จากวัตถุ 

จิตนิยม เชื่อว่า "จิต"เป็นความจริงพื้นฐานของทุกสิ่ง ... "วัตถุ"เป็นผลพลอยได้จากจิต 

ทั้งนี้ "จิต" ในนิยามของจิตนิยมนั้น ไม่ได้หมายถึงจิตส่วนบุคคลของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็น "จิตหนึ่ง" (หรือ สนามจิต)



ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ จิตนิยมเชิงวิเคราะห์:

  • จิตสำนึกสากล: (จิตหนึ่ง) แก่นของทฤษฎีอยู่ที่แนวคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกที่กว้างใหญ่และไม่มีขอบเขต ไม่มีการแบ่งแยก ไม่ใช่จิตใจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสนามที่ซึ่งจิตใจทุกดวงเกิดขึ้น
  • การแยกตัวออกจากกัน: ในบุคคลที่มี โรคหลายบุคลิก (Dissociative Identity Disorder - DID - คือ โรคทางจิตเวชแบบหนึ่ง ที่ผู้ป่วยคนเดียวจะมีบุคลิกเพิ่มขึ้นมามากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป โดยตัวตนกับบุคลิกของเขาจะสลับกันปรากฏออกมา) จะมีหลาย “ตัวตน” (alters) ภายในบุคคลหนึ่งคน
  •  จิตหนึ่งก็มีหลาย "ตัวตน" เช่นกัน ... เราในฐานะผู้ที่รู้สึกว่ามีจิตของเราเองนั้น จิตเราก็เหมือนกับเป็น "ตัวตนอันหนึ่ง" ของ จิตหนึ่ง …  เราประสบถึงความเป็นตนเองและความเป็นจริงที่แยกต่างหากจากคนอื่น โดยไม่ตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวที่ซ่อนอยู่
  • ประสบการณ์แห่งประสบการณ์: โครงสร้างพื้นฐานของความเป็นจริงไม่ใช่สสารหรือพลังงาน แต่เป็น “จิต” ที่กำลังมีประสบการณ์กับตัวมันเอง โดยแก่นแท้แล้ว จักรวาลคือพรมผืนใหญ่แห่งควอเลีย ความรู้สึกและความรู้สึกดิบๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประสบการณ์
  • อำนาจในการอธิบาย: จิตนิยมเชิงวิเคราะห์พยายามที่จะอธิบายปริศนาทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์มากมาย เช่น ปัญหาหนักของจิตสำนึก (the hard problem of consciousness)  ธรรมชาติของกฎทางกายภาพ และ ธรรมชาติของเวลาและสถานที่ที่เป็นอัตวิสัย (the subjective nature of time and space.)
  • พื้นฐานเชิงประจักษ์: ทฤษฎีนี้ใช้ข้อมูลเชิงลึกจากสาขาต่างๆ รวมถึงประสาทวิทยาศาสตร์ กลศาสตร์ควอนตัม และจิตวิทยา เพื่อโต้แย้งถึงความเป็นไปได้

Here are some key points to understand:

  • Universal consciousness: At the core of the theory lies the idea of a vast, undivided field of consciousness. It's not individual mind, but rather the ground from which all minds arise.
  • Dissociation: We, as individual conscious beings, are like "alters" in a person with Dissociative Identity Disorder (DID). We experience a separate sense of self and reality, unaware of the underlying unity.
  • Phenomenal experience: The fundamental building block of reality is not matter or energy, but conscious experience itself. The universe, in its essence, is a vast tapestry of qualia, the raw sensations and feelings that make up experience.
  • Explanatory power: Analytic idealism attempts to explain numerous philosophical and scientific puzzles, such as the hard problem of consciousness, the nature of physical laws, and the subjective nature of time and space.
  • Empirical basis: The theory draws on insights from various fields, including neuroscience, quantum mechanics, and psychology, to argue for its plausibility.


มีอีกแนวคิดอื่นอีก เช่น panpsychism ที่ต่อยอดออกมาจาก materialism แต่เพิ่มเติมว่า  อนุภาคมูลฐานของทุกอะตอมเบื้องต้นมี Consciousness ในตัว (จิตสำนึกเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสสาร) … แต่แนวคิดนี้ก็ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรมหรือกลไกที่สอดคล้องกันที่จะสนับสนุนแนวคิดเรื่องนี้ และไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขปัญหาข้อสงสัยหลายๆอย่าง แล้วยังสร้างข้อสงสัยอีกหลายอย่าง


---


แนวคิด จิตนิยมเชิงวิเคราะห์ (Analytic Idealism) เชื่อว่า “จิต” เป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง

 ทุกสรรพสิ่งทั่วทั้งจักรวาลที่เป็นวัตถุล้วนเป็นผลของมัน

จิตสำนึกสากลเดียวที่ไม่มีขอบเขตในเชิงพื้นที่ ซึ่งเราในฐานะที่เป็นจิตสำนึกปัจเจกบุคคล(individual conscious beings) เป็นเพียงส่วนที่แยกออกมาเท่านั้น

consciousness is fundamental, and everything else, including the physical universe, is ultimately a product of it. 

analytic idealism posits a single, spatially unbound universal consciousness of which we, as individual conscious beings, are merely dissociated parts.


คนที่ไม่เคยได้ยินแนวคิด จิตนิยม ( Idealism) มาก่อน อาจคิดว่าแนวคิดนี้มันบ้าชัดๆ มันขัดกับสามัญสำนึกคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แต่ทว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ในปี 1910 ที่เริ่มมีแนวคิดทางฟิสิกส์ควอนตัมเกิดขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายวัตถุขนาดเล็กมาก  มันเต็มไปด้วยปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนบ้าและขัดกับสามัญสำนึก แต่เมื่อพิสูจน์แล้วกลับพบว่าจริง และนำความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากมาย ... อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มันขัดกับความเชื่อเดิมของนักวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม  ฟิสิกส์ควอนตัมก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 70 ปีกว่าจะได้รับการยอมรับทั่วโลก เพราะมันเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ (a new paradigm) 


___


 VR ย่อมาจาก Virtual Reality หมายถึง เทคโนโลยีที่จำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยใช้ภาพ เสียง และการสัมผัส เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง โลกเสมือนนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมและวัตถุต่างๆ ในโลกเสมือนนี้ได้

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ VR โดยทั่วไปคือแว่น VR ซึ่งจะแสดงภาพเสมือนจริงบนหน้าจอ ผู้ใช้จะสวมแว่น VR นี้เพื่อรับชมภาพเสมือนจริง อุปกรณ์อื่นๆ ที่อาจใช้ร่วมกับ VR ได้แก่ คอนโทรลเลอร์ ถุงมือ และชุดรัดตัว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับโลกเสมือนจริงได้อย่างสมจริงยิ่งขึ้น

ตามแนวคิดของ analytic idealism โลกที่เรารับรู้อยู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยจิตหนึ่ง วัตถุและกฎทางกายภาพไม่ใช่ความจริงแท้ แต่เป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ทางจิต ที่เกิดภายในจิตที่กว้างใหญ่นี้ 


เปรียบดังตัวอย่างที่ได้ยกในตอนที่แล้ว คือ เราทุกคน ที่กำลังมีประสบการณ์ในโลกวัตถุนี้ เปรียบเสมือน "ตัวตนอันหนึ่ง" ของ"จิตหนึ่ง" ที่กำลังสวมอุปกรณ์ VR ... ส่วนสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่จำลองออกมาก็คือ ประสบการณ์ที่เรากำลังสัมผัสโลกที่เรารับรู้อยู่นี้ผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

แต่ละคน หรือแต่ละตัวตน ล้วนเชื่อมถึงกันหมด เพราะทุกตัวตน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ "จิตหนึ่ง" ดังนั้นสภาพแวดล้อมเสมือนที่ทุกตัวตนรับรู้ ไม่ว่า วัตถุ เนื้อที่ กาลเวลา จึงเสมือนว่ามีอยู่จริง เพราะแต่ละตัวตนสามารถยืนยันกันได้ อีกทั้ง กฎต่างๆทางวัตถุ (กฎฟิสิกส์) ก็ล้วนเป็นกฎเดียวกันที่สามารถพิสูจน์ได้ และทุกสิ่งในโลกวัตถุและพลังงานที่เรารับรู้นี้ ล้วนมีเหตุปัจจัย ทุกสิ่งอิงอาศัยกัน จะเกิดสิ่งหนึ่งได้ต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ 

 ฟิสิกส์ (การศึกษาเชิงวัตถุ) ศึกษาพฤติกรรมของสิ่งต่างๆที่ปรากฏใน VR แม้มันจะแสดงค่าที่วัดได้ของปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดใน VR แต่ก็ไม่ใช่ธรรมชาติของความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นจริงๆ

ถ้าโลกความจริงนั้นเป็นไปตามแบบแนวคิดจิตนิยม ... ตราบใดที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเชื่อฝังใจในแนวคิดวัตถุนิยม ก็จะไม่สามารถใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ทางจิตได้ (อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้)


บางที ศาสตร์ควอนตัวฟิสิกส์ที่ว่า อนุภาค(วัตถุเล็กมากๆ) เมื่อมันไม่ถูกสังเกตมันจะทำตัวเหมือนว่าเป็นคลื่น แต่ถ้ามันถูกสังเกตมันจะทำตัวเหมือนว่าเป็นสสาร ... นั้นในความจริงคือ อุปกรณ์ VR ที่ "ตัวตน"กำลังสวมใส่อยู่นี้นั้น มันจะ Render (สร้างภาพ) วัตถุใดๆขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีคนสังเกต(รวมถึง การวัดค่าต่างๆของวัตถุไม่ว่าจะด้วยอุปกรณ์ใดๆที่จะมีผลให้บุคคลรู้ผลการวัดค่าได้ ล้วนก็คือ การสังเกต)  และ การที่วัตถุที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยนั้นดูเหมือนไม่แสดงตัวเป็นคลื่น เพราะมันถูกรู้ตลอดเวลาจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีอยู่ไปในอากาศ ใน น้ำ ใน ดิน 


แต่จะว่าวัตถุไม่จริงเลยโดยสิ้นเชิงก็ไม่ใช่ ทุกตัวตนในอุปกรณ์ VR กำลังรับรู้ร่วมกัน และรู้สึกว่า มองเห็น ได้รส ได้กลิ่น ได้ยิน สัมผัสได้ จึงเสมือนกับว่า วัตถุนั้นมีอยู่จริง  ซึ่งธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ก็เชื่อว่าสิ่งที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสคือความจริง ดังนั้น วัตถุนั้นเป็นความจริงบนพื้นฐานความเชื่อของคนส่วนใหญ่

และในเวลาที่วัตถุไม่ได้ถูกสังเกต แม้มันจะไม่ได้ถูก Render ออกมาเป็นวัตถุ แต่ก็มีความจริงเบื้องหลังที่เป็นข้อมูลสารสนเทศของวัตถุนั้นๆยังคงอยู่  ในทันทีที่ถูกสังเกตอีกครั้ง ก็พร้อมที่จะ Render ออกมาให้ผู้สังเกตรับรู้ถึงวัตถุนั้นอีกที


ย้อนกลับไปยังการเปรียบเทียบ นักบินที่กำลังขับเครื่องบินในตอนที่แล้ว

  • เรา หรือ นักบิน คือ "ตัวตน" อันหนึ่งที่แบ่งแยกจาก(แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของ) "จิตหนึ่ง"
  • กระจกใสบนเครื่องบินเอาไว้มองความจริงอย่างที่มันเป็น ซึ่งก็คือ "จิตหนึ่ง"
  • แผงหน้าปัดที่แสดงข้อมูลต่างๆ ก็คือ  ก็คือ ประสบการณ์ที่เรากำลังสัมผัสผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (เปรียบเทียบกับตัวอย่างก่อนหน้า แผงหน้าปัดก็คืออุปกรณ์ VR นั่นแหละ )
  • นักบินในตอนนี้ไม่มีหน้าต่างกระจกใสให้มองเลย มีแต่แผงหน้าปัด
  • ถึงแผงหน้าปัดจะไม่ใช่ความจริงแท้อย่างที่มันเป็น แต่มันก็เป็นข้อมูลที่เราต้องซีเรียสจริงจัง เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้


----


อ่านกันแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง  คำถาม/ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ที่ได้มา อาจจะมีส่วนใน Analytic Idealism ที่จะเขียนในตอนต่อๆไป


----


10 เรื่องน่ารู้ ว่าด้วย ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ ของไอน์สไตน์


https://www.matichonweekly.com/column/article_728986#google_vignette




ปฏิทรรศน์ฝาแฝด


https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9D%E0%B8%94

ความคิดเห็น